ในยุคดิจิทัลที่มีข้อมูลล้นหลาม เราต่างมีไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ และอื่น ๆ มากมายที่ต้องจัดเก็บ และเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรมจัดการไฟล์ จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรา จัดระเบียบ กำจัดความยุ่งเหยิง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ในบทความนี้ Launch Platform จะมาหาคำตอบกันว่าทำไมเราจึงต้องใช้โปรแกรมจัดการไฟล์ และวิธีเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ เพื่อให้คุณสามารถจัดการไฟล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมาบอกต่อโปรแกรมออนไลน์จัดการไฟล์ดี ๆ ที่คนทำงานต้องมี อย่าพลาดติดตามบทความนี้กันนะคะ
กดเลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
ทำไมเราจึงต้องใช้ โปรแกรมจัดการไฟล์
การใช้ โปรแกรมจัดการไฟล์ ก็เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยจัดระเบียบเอกสาร รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ต่าง ๆ ของเราให้เป็นหมวดหมู่ ช่วยให้เราค้นหาไฟล์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ซึ่งเหตุผลที่เราควรใช้โปรแกรมจัดการไฟล์ จะแบ่งออกเป็น ดังนี้
ช่วยให้ค้นหาไฟล์ได้รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลากับการค้นหาไฟล์ที่หายไป โปรแกรมจัดการไฟล์ส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันการค้นหาที่ช่วยให้คุณค้นหาไฟล์ตามชื่อ ประเภท หรือวันที่ได้อย่างแม่นยำ
ช่วยจัดระเบียบไฟล์ได้ง่าย สามารถสร้างโฟลเดอร์ย่อย จัดกลุ่มไฟล์ตามประเภท ทำให้คุณสามารถเข้าถึงไฟล์ที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ช่วยป้องกันไฟล์สูญหาย โปรแกรมจัดการไฟล์ บางตัวจะมีฟังก์ชันสำรองข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าไฟล์สำคัญของคุณจะไม่สูญหาย
ช่วยป้องกันไวรัส โปรแกรมจัดการไฟล์บางตัวจะมีฟังก์ชันสแกนไวรัส ช่วยป้องกันไฟล์ของคุณจากการถูกทำลายได้ค่ะ
โปรแกรมจัดการไฟล์ สามารถแชร์ไฟล์ไปยังโซเชียลมีเดีย หรือบริการคลาวด์ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
รวมถึงสามารถควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ให้กับผู้ใช้รายบุคคล หรือกลุ่มได้ค่ะ
ถ้าคุณสนใจเรื่อง โปรแกรมจัดการไฟล์ : อย่ามองข้ามบทความนี้ :
ขอบคุณวิดีโอจาก : DroidSans
5 โปรแกรมจัดการไฟล์ ออนไลน์ที่คนทำงานต้องมี
สำหรับการทำงานโดยเฉพาะในระดับบริษัทที่เต็มไปด้วยไฟล์งานจำนวนมาก คงไม่พอที่จะเก็บไว้ในแค่ ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป มาดูกันว่ามีโปรแกรมไหนบ้างที่ช่วยให้ไฟล์ของคุณปลอดภัย เข้าถึงได้ทุกที่บ้าง และยังใช้งานฟรีอีกด้วย
สนใจบริการ : สร้างแพลตฟอร์มของตนเองให้ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ เปลี่ยนไอเดียของคุณให้ใช้งานได้จริงกับ Launch Platform
1. Google Drive

Google Drive คือโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจาก Google ซึ่งนอกจากจะใช้เก็บไฟล์ต่าง ๆ ได้แล้ว ยังมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ทำให้เป็นมากกว่าแค่ที่เก็บข้อมูล แต่ยังเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
Google Drive จะมีพื้นที่เก็บข้อมูลฟรีซึ่งจะเพียงพอต่อการใช้งานส่วนบุคคล และสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถเข้าถึงไฟล์ของคุณได้จากทุกอุปกรณ์ นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์ไฟล์ และทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ให้กับผู้ใช้รายบุคคล หรือกลุ่มนั่นเอง
และ Google Drive ก็ยังมีให้ใช้งานในแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้คุณสามารถเข้าถึง และจัดการไฟล์ได้ทุกที่ทุกเวลา แถมยังรองรับไฟล์หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเอกสาร รูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์อื่น ๆ Google Drive ก็สามารถจัดเก็บได้ค่ะ
2. Coda

Coda เป็นมากกว่าโปรแกรมจัดการไฟล์ธรรมดา เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่เดียว คุณสามารถสร้างเอกสารที่ประกอบด้วยตาราง กราฟ ปุ่ม และอื่น ๆ ได้ ทำให้เอกสารของคุณมีความยืดหยุ่น และสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย
นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ทุกคนในทีมสามารถเข้าถึง และแก้ไขเอกสารได้พร้อมกัน ทำให้การทำงานเป็นทีมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ แถมยังสามารถสร้างแอปพลิเคชันขนาดเล็ก เพื่อติดตามงาน หรือจัดการฐานข้อมูล เป็นต้น
และ Coda ก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เพราะสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้หลากหลาย เช่น Google Sheets, Trello, Slack ทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องสลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชันต่าง ๆ นั่นเองค่ะ
3. OneDrive

OneDrive ก็คือบริการเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) จาก Microsoft ที่ช่วยให้คุณจัดเก็บไฟล์ต่าง ๆ เช่น เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ และทำให้คุณสามารถเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน
สามารถซิงค์ไฟล์ได้อัตโนมัติ ไฟล์ของคุณจะถูกซิงค์อัตโนมัติระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณเชื่อมต่อกับ OneDrive ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าไฟล์ของคุณจะถูกอัปเดตอยู่เสมอ และคุณสามารถแชร์ไฟล์ให้กับเพื่อนร่วมงาน หรือใครก็ตามที่คุณต้องการได้ แถมยังสามารถทำงานร่วมกันบนไฟล์เดียวกันกับผู้อื่นได้แบบเรียลไทม์อีกด้วยค่ะ
4. ClickUp

ClickUp อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับจัดการไฟล์ จุดเด่นของ ClickUp จะมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมหลากหลายมาก ๆ ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การวางแผนงาน การกำหนดเป้าหมาย การติดตามความคืบหน้า และการส่งมอบงาน ClickUp ทำได้หมดในที่เดียว รวมถึงสามารถสร้างเอกสาร, สเปรดชีต ได้ภายในแอปพลิเคชัน
และสามารถสื่อสารกับสมาชิกในทีมได้แบบเรียลไทม์ หากทำงานกันเป็นทีมก็จะส่งผลให้การทำงานร่วมกันภายในทีมนั้นมีประสิทธิภาพมาก ๆ เลยทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การแชร์ไฟล์ สร้างงานร่วมกัน หรือพูดคุยกันภายในแอปพลิเคชันนั่นเองค่ะ
5. e-Memo

e-Memo คือ โปรแกรมจัดการไฟล์ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ จัดการเอกสาร และกระบวนการอนุมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษอีกต่อไป ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดขั้นตอน และประหยัดเวลา
สามารถทำได้ตั้งแต่การสร้าง ส่งต่อ อนุมัติ และติดตามสถานะ เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้บนระบบคลาวด์อย่างปลอดภัย คุณสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถตรวจสอบประวัติการแก้ไข และอนุมัติเอกสารได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนทราบสถานะของเอกสารได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็สามารถใช้งานได้ค่ะ
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ โปรแกรมจัดการไฟล์ ที่เรามาแนะนำกันวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการในการจัดการเอกสาร และกระบวนการอนุมัติขององค์กรในยุคดิจิทัลมาก ๆ เลยนะคะ รับรองเลยว่าจะช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานอย่างแน่นอนค่ะ
เลือกอ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจในหัวข้อนี้:
ที่มาข้อมูล :
Cloudinary : File Management System
Howtogeek : How to Use Google Drive With Android’s File Manager